James Cameron

James Cameron

James Cameron เจ้าพ่อแห่งวงการภาพยนตร์

James Cameron (เจมส์ แคเมรอน) มีใครในวงการภาพยนตร์ที่ไม่รู้จักเขาไหม? เจมส์เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวแคนาดา และนักสำรวจทะเลลึก เจ้าของผลงาน Terminator(1984), Titanic(1997) และ Avatar(2009) หลายคนทราบว่าเขาคือผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง แต่ผู้กำกับชาวแคนาดาคนนี้ยังมีเรื่องราวน่าสนใจอีกหลายประการ

James Cameron เกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1954 อายุ 67 ปี เกิดที่ออนตาริโอ ประเทศแคนาดา เขาได้ย้ายไปอยู่ที่อเมริกาในปี 1971 เป็นลูกชายของนักวิศวกร เขาเลือกเรียนวิชาเอกทางด้านฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แต่หลังจากที่เขาได้จบการศึกษา เขาก็มุ่งหวังที่จะทำงานเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์

James Cameron

จากเด็กที่ทำได้แค่ฝัน

เจมส์เป็นเด็กที่โตมาในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นชาวแคนาดา ที่ย้ายมาสหรัฐฯ คุณแม่เป็นศิลปินและนางพยาบาล คุณพ่อเป็นวิศวกรไฟฟ้า ทำให้เขาคลั่งไคล้วิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก หลงใหลธรรมชาติ ชอบออกไปจับแมลง งู และผีเสื้อมาเก็บไว้ เขามีความฝันในตอนเด็กว่า โตขึ้นอยากเป็นจิตกรแบบแม่ แต่เมื่อเขาได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียร์ สาขาฟิสิกส์ แล้วเริ่มค้นพบตนเองว่า สิ่งที่กำลังเรียนอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริง และก่อนจะเปลี่ยนเอกเป็นภาษาอังกฤษ

James Cameron
James Cameron

จุดเปลี่ยนในชีวิตของเจมส์ เริ่มจากการที่เขาดร็อปเรียนตอนปี 2 แล้วไปขับรถบรรทุก โดยเขาพัฒนาตัวเองที่จะทำตามความฝันด้วยการใช้เวลาว่าง หัดเขียนบทหนังและเข้าห้องสมุดอ่าน จด และถ่ายเอกสารวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาด้านภาพยนตร์ ในการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งทำให้เขาสะสมความรู้ด้านการถ่ายทำและเทคนิคพิเศษมาได้อย่างมากมาย

James Cameron

แต่ความฝันแรกของเจมส์คือการเป็นนักสำรวจ ไม่ใช่ผู้กำกับภาพยนตร์

เจมส์ คาเมรอน ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งโลกภาพยนตร์จากการพิสูจน์ฝีมือให้เราเห็นในหนังฟอร์มยักษ์ Titanic ที่ได้ออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 1998 รวมไปถึง Avatar ที่ทำรายได้เยอะที่สุดถึง 2,788 ล้านเหรียญจากเด็กชายที่เริ่มต้นความฝันอันยิ่งใหญ่ จากนวนิยายวิทยาศาสตร์ และโลกใต้ทะเลลึก แต่ใครจะเชื่อล่ะ ความฝันแรกของเจมส์ไม่ใช่ผู้กำกับภาพยนตร์ แต่เป็นนักสำรวจ

James Cameron

เจมส์ หลงใหลนวนิยายแฟนตาซีเป็นอย่างมาก เขาชอบอ่านหนังสืออยู่ในห้อง และออกไปเที่ยวในโลกแห่งจินตนาการของเขา เวลาว่างมักจดบันทึกวาดรูปไอเดียต่าง ๆ ลงในสมุด จนกระทั่งวันหนึ่ง เขามีความคิดว่าอยากนำภาพในจินตนาการเหล่านั้นมาถ่ายทอดออกมาเป็นภาพจริง ๆ

James Cameron

STAR WARS” คือจุดประกาย การเป็นคนสร้างหนัง ในปี 1977 หลังจากที่เจมส์ได้ชม Star Wars ของ จอร์จ ลูคัส ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่เขายึดเป็นแบบอย่าง เขาบอกกับตัวเองว่า จะสร้างหนังที่ดีเทียบเท่าสตาร์วอร์ให้ได้ และสิ่งนี้เองที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากการขับรถบรรทุก และทำให้เขาเริ่มฝึกทำหนังสั้นเรื่องแรกความยาว 10 นาทีเรื่อง Xenogenesis ในปี 1978

James Cameron
Xenogenesis 1978

จากนั้นเขาก็เข้ามาทำงานภาพยนตร์เต็มตัวในหลากหลายตำแหน่ง เพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพด้านการทำหนังให้ตัวเอง โดยทำงานให้กับ โรเจอร์ คอร์แมน ในเรื่อง Battle Beyond the Stars ในปี 1980 และสุดท้ายความมุ่งมั่นและความพยายามก็เห็นผล เมื่อเขาได้นั่งแท่นเป็นผู้กำกับฝ่ายศิลป์ให้กับหนังของ จอห์น คาร์เพนเตอร์ เรื่อง Escape from New York ในปี 1981 และในที่สุดก็ได้เป็นผู้กำกับและเขียนบทให้กับหนังเรื่องแรกของเขา Piranha Part Two : The Spawning ในปี 1981 ด้วยทุนสร้างไม่มาก แต่ทว่าผลงานชิ้นแรกของเจมส์กลับล้มเหลวแบบไม่เป็นท่าจนคนแทบจะไม่รู้จัก

James Cameron

แต่ใครจะรู้ล่ะ แม้ว่าหนังเรื่องแรกของเจมส์ จะล้มไม่เป็นท่า เพราะแนวคิดและรูปแบบหนังที่ใหม่เกินไป จนไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้ชมในสมัยนั้น แต่เจมส์ก็ไม่เคยจะละทิ้งความพยายามที่จะสร้างอะไรใหม่ ๆ เขาหายไป 3 ปี แล้วกลับมาพร้อมกับหนังเรื่อง Terminator หรือคนเหล็กที่หลายๆ คนรู้จักกันดี ที่ลงทุนสร้างไปเพียง 7 ล้านเหรียญ แต่สามารถโกยเงินได้ถึง 78 ล้านเหรียญทั่วโลก

James Cameron
James Cameron

นอกจากจะประสบความสำเร็จอย่างสูง จนถูกสร้างภาคต่อออกมาอีกมากมาย แล้วยังทำให้เจมส์ได้พบกับ Gale Anne Hurd ภรรยาคนแรก เธอเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนบทและอำนวยการสร้างในหนังเรื่อง Terminator มาด้วยกัน และหลังจากนั้น เจมส์ก็สร้างหนังไซไฟวิทยาศาสตร์ ออกมาเรื่อย ๆ มีทั้งที่ประสบความสำเร็จ และเจ๊งไม่เป็นท่า

James Cameron

แต่แล้วชีวิตก็พลิกผัน ในปี 1997 เจมส์ได้กลับมาแก้ตัวใหม่ และครั้งนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ เมื่อมีโปรเจคเทหน้าตักให้กับหนังเรื่องใหม่อย่าง Titanic (ชู้รักเรือล่ม) ที่ทั้งตัวเจมส์เขียนเรื่องและอำนวยการสร้าง รวมไปถึงการหาผู้ร่วมทุนรายใหญ่เพราะ Titanic จำเป็นต้องใช้ต้นทุนที่สูงถึง 200 ล้านเหรียญ จนบริษัทใหญ่อย่าง 20 th Century fox ต้องจับมือออกทุนกับ Paramount Picture เพื่อให้โปรเจคได้ไปต่อ แต่เมื่อหนังออกฉาย ทุกคนทั่วโลกต่างทึ่งในงานสร้างของเจมส์ และเรื่องราวความรักของแจ็คกับโรส ท่ามกลางโศกนาฎกรรมบนเรือเดินสมุทรขนาดยักษ์ที่อัปปางกลางมหาสมุทร

ความซาบซึ้งกินใจ และการเสียสละ ในความรักที่ยิ่งใหญ่อลังการ ทำให้หนังเรื่องนี้กวาดรายได้ทั่วโลกเป็นสถิติรายรับสูงสุดตลอดกาลยืนนานมาจนปัจจุบันที่ 2,128 ล้านเหรียญ นอกจากนั้น Titanic ยังกวาดรางวัลออสก้าไปถึง 11 รางวัล

และหนึ่งในจำนวนนั้น คือรางวัลหนังยอดเยี่ยม และ ผู้กำกับยอดเยี่ยม หนังเรื่องนี้โชว์ศักยภาพ และเป็นการประกาศศักดาของ เจมส์ คาเมรอน ให้โลกได้รับรู้ และเห็นถึงการพัฒนาที่ไม่เคยหยุดยั้งของตัวเจมส์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นปีที่เจมส์ ประสบความสำเร็จสุงสุด ในฐานะของนักสร้างหนังและผู้กำกับ

12 ปีที่หายไปกับความก้าวล้ำที่ไม่ธรรมดา……หลังจากที่ตัวเขาหยุดสร้างหนังไปถึง 12 ปีเต็ม เจมส์ก็กลับมาอีกครั้ง กับแนวคิดสุดโต่ง กับการทำหนังที่สุดล้ำและอลังการ แบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน หนังเรื่องใหม่นี้เต็มไปด้วยเทคนิคพิเศษแบบสุดล้ำซึ่งเป็นหนัง CG ทั้งเรื่องที่ใช้เทคนิคการถ่ายทำและออกฉายแบบ 3D ซึ่งก็คือหนัง Avatar

เขาทำให้คนทั่วโลกได้ตื่นตาตื่นใจไปกับเทคนิคภาพที่สวยงาม ของดาวแพนโดร่า และเรื่องราวความรักของทหารหนุ่มพิการ กับหญิงสาวชาวเผ่าบนดาวแพน และด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้น น่าติดตามและภาพ CG ของหนังที่สวยงาม ด้วยเทคนิคของการสร้างหนังแบบ 3D จนทำให้หนังเรื่องนี้ขึ้นแท่นหนังทำรายได้สูงสุดเป็นอับดับหนึ่งแซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง Titanic ได้ในที่สุด

และในตอนที่เจมส์ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ Avatar เจมส์ได้บอกว่า เค้าเขียนบทหนังเรื่องนี้เอาไว้นานมาก ๆ แล้ว แต่ว่าเขาเก็บมันเข้าไปในลิ้นชัก และรอว่าวันนึง ถ้าเทคโนโลยีที่เขาต้องการมาถึง เขาจะลงมือทำมัน และแน่นอนว่าวันนี้มาถึงแล้วและเจมส์ก็ทำมันออกมาได้ดีมากๆ ด้วย และหากนับช่วงเวลาที่เขาโลดแล่นอยู่ในวงการภาพยนตร์ของ James Cameron ก็ 20 กว่าปีเข้าไปแล้ว กับจำนวนหนังที่เขาสร้างและกำกับ ถือได้ว่าเขาเป็นผู้กำกับหนังที่มีผลงานออกมาไม่มากนักถ้าเทียบกับคนอื่น

ข้อคิดในตัวเขา

ผลงานส่วนใหญ่นั้น ล้วนเป็นงานที่มีลายละเอียดและความประณีตอยู่ในนั้น ความเป็นเอกลักษณ์ของเจมส์ และความประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งในเรื่องของรายได้และรางวัล รวมถึงการนำเสนอแนวคิดและเทคนิคใหม่ ๆ ให้กับวงการหนังอยู่เสมอ เจมส์เป็นนักฝันที่ไม่เคยหยุดฝันและความพยายาม ความใฝ่รู้และลงมือทำมันของเจมส์ แล้วทุ่มเทอย่างเต็มที่ในทุกๆ สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นบุคคลตัวอย่างที่คนรุ่นใหม่ควรถือเป็นแบบอย่าง คิดให้ใหญ่แล้วไปให้ถึง

กลับไปหน้าแรก

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก ufabet.com