The Flu

The Flu (มหันตภัยไข้หวัดมฤตยู) เป็นหนังเกาหลีใต้ในปี 2013 ภาพยนตร์เรื่องภัยพิบัติเกี่ยวกับโรคระบาด ที่เขียนบทและกำกับโดย คิมซองซู หนังว่าด้วยเการระบาดของสายพันธุ์ร้ายแรง H5N1 ที่ฆ่าเหยื่อของมันภายใน 36 ชั่วโมง ในโซนเขตของ บุนดัง ใน ซองนัม ซึ่งมีประชากรเกือบครึ่งล้านคน ทำให้เกิดความโกลาหล

The Flu (มหันตภัยไข้หวัดมฤตยู)

เป็นหนังที่เหมาะกับสถาณการณ์ช่วงนี้มาก ๆ เป็นหนังที่ทำให้เราตระหนักถึงคำว่า “โรคระบาด” ได้มากขึ้นในสังคมปัจจุบัน ต้องบอกว่าไอเจ้าตัวไวรัสตัวนี้เนี้ย คนแทบจะทั้งโลกคงได้ทำความรู้จักมันกันพอสมควรอยู่แล้ว (ก็เล่นแผลงฤทธิ์ซะขนาดนี้) ((แต่ร้ายกว่าไวรัสก็คงจะเป็น “รัฐ” เนี่ยละ)) นอกจากจะเป็นเชื้อไวรัสที่ส่งผลกระทบต่อผู้ติดเชื้อแล้ว ยังส่งผลกระทบไปถึงเรื่องของเศรษฐกิจเลยนะ ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกล พี่ไทยเรานี่ก็โดนเยอะ ไม่ใช่เล่น ๆ ทั้งเรื่องของการท่องเที่ยว การค้า รวมถึงอสังหาเราเองยังได้รับผลกระทบ กับเขาไปด้วยเหมือนกัน

โครงเรื่อง

The Flu

อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูใครหลายคนมากนัก แต่ในช่วง1-2 ปีมานี้ ชื่อของภาพยนตร์สุดระทึกเรื่องดังกล่าวกลับถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากเหตุการณ์เชื้อโรค COVID-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก จึงทำให้ชาวเน็ตหลายคน ต่างพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องราวที่ “มาก่อนกาลที่แท้ทรู” เพราะเหตุการณ์หลาย ๆ อย่าง มีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างไม่น่าเชื่อ

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นที่เมืองเมืองหนึ่งในเกาหลีใต้ ที่ห่างจากเมืองหลวง แค่ 15 กิโลฯ เท่านั้น เมื่อโรคระบาดลุกลาม จึงต้องทำการปิดเมือง (คุ้น ๆ ไหม?) เพื่อป้องกันประชากรเมืองอื่นไม่ให้กลายเป็นผู้ติดเชื้อด้วย

The Flu

จุดเริ่มต้นมาจากตู้คอนเทนเนอร์ที่ลักลอบขนแรงงานผิดกฎหมายเข้ามา ซึ่งภายในตู้คอนเทนเนอร์แคบ ๆ ที่แม้จะนั่งก็ยังทำไม่ได้ ต้องยืนเบียด ๆ กันไป ลองคิดดูนะ ว่าพอมีคนป่วยแค่หนึ่งคน นั่นเท่ากับว่าหายนะมาเยือนแล้ว เพราะมันจะแพร่เชื้อไปยังคนอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและใช่ ตายกันหมด รอดแค่คนเดียว ซึ่งคนเดียวคนนี้แหละ ที่สำคัญต่อเรื่องนี้มาก ๆ (ต่อในหนังนะ)

โรคระบาด ที่ติดต่อง่ายกว่าที่คิด เชื้อไวรัสบางตัวสามารถติดต่อได้หลายช่องทางนะ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ต่าง ๆ หลายคนอาจจะคิดว่า เอ้า! ใครมันจะไปจับขี้มูกคนอื่นฟร๊ะ!! มันไม่ใช่แค่นั้น เพราะถ้าหากมีคนจาม 1 ครั้งเชื้อโรคและแบคทีเรียบางตัว สามารถอยู่ในอากาศได้นานถึง 45 นาทีเลย

The Flu

ซึ่งความน่ากลัวของมันก็คือ เวลาที่มีคนติดเชื้อมา ไม่ใช่ว่าทุกคนจะใส่แมสปิดปาก ซึ่งในหนังเนี้ย มันมีซีนที่เล่าถึงกระบวนการติดเชื้อจากคนสู่คนว่ามันง่ายขนาดไหน ซึ่งสิ่งนี้แหละน่ากลัว เพราะเราแทบจะไม่รู้ตัวเลยว่า เอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงติดเชื้อตอนไหนวะ ก็ใช้ชีวิตปกตินี่นา ยกตัวอย่างในหนังนิดนึงนะ เช่นมีหนึ่งคนจามในตอนที่มีคน พ่นยาหอบพอดีหรือมีคนจามใกล้ลูกเรา แล้วเราดันไปหอมแก้มลูกต่อ นั่นแหละครับ กระบวนการติดเชื้อสมบูรณ์แบบแล้ว

โจทย์ที่หนังสันนิษฐานว่ามาจากเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ใหม่ เมื่อหลายปีก่อน เชื่อว่าคนที่ทันช่วงที่ไข้หวัดนกระบาดหนัก ๆ (ช่วงนั้นไม่กล้ากินไก่เลยทีเดียว) ซึ่งในขณะนั้น เชื้อมันติดต่อมาจากสัตว์ปีก ก่อนจะเข้าสู่คนที่บริโภคมันไปอีกที แต่ในหนัง แอดวานซ์ครับ เพราะเชื้อมันติดจากคนสู่คนได้อย่างที่บอกไป

The Flu

เมื่อมีโรคระบาด ทุกอย่างก็ต้องควบคุมให้ได้  เราจะรู้สึกว่าโรคระบาดมันร้ายแรงขนาดไหนก็ต่อเมื่อรัฐบาลเขามาควบคุม (แต่อาจจะใช้ไม่ได้กับประเทศเรา) เมื่อเกิดการระบาด คนทั้งเมืองติดเชื้อที่ไม่มียารักษา คนตายเยอะ ศพนอนกองเกลื่อน รอให้รัฐบาลนำศพไปกำจัด ประชากรเมืองข้าง ๆ เริ่มหวาดกลัว และหวาดระแวงกันเองประมาณว่า มึงอย่าเข้ามาเมืองกูนะ

ในหนังเรื่องนี้ ภาครัฐฯ จึงต้องเลือกระหว่างจะละทิ้งประชากรส่วนหนึ่ง เพื่อประชากรส่วนใหญ่ที่เหลือ หรือ เราจะไม่ละทิ้งประชาชน เราจะต้องช่วยเหลือสิเพราะเขาคือประชาชนของเรา ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Conflict ที่เข้มข้นเหมือนกัน เพราะสถานการณ์ในหนังเนี้ย ทั้งปิดเมือง ทั้งกักกันผู้ติดเชื้อ มีปัญหาทั้งเรื่องที่อยู่และอาหาร(สถานการณ์ตอนนี้คล้ายในหนังเหมือนกันนะ)
นอกจากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว จะได้สัมผัสเกี่ยวกับเรื่องราวของโรคระบาดที่น่ากลัว และ สยดสยอง ผู้กำกับยังใส่เรื่องราวเกี่ยวกับ การบริหารจัดการของรัฐบาล และ กลุ่มนายทุนเข้ามาในเรื่องได้อย่างดีและลงตัว เพิ่มความน่าตื่นเต้น และความโมโหลึก ๆ ให้กับคนดูได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อความคิดของคนที่กลัวตายจนมองข้ามจริยธรรม และ เพื่อนมนุษย์ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้าเพิ่มขึ้นไปอีก

ในหนัง มีซีนแพร่เชื้อใส่กันด้วยการไอจาม และซีนการติดเชื้อจนคนไข้ล้นวอร์ดโรงพยาบาล ที่ดูแล้วสยองไม่แพ้โควิดเลยที่เดียว ไม่น่าเชื่อว่าหนังเรื่องออกฉายช่วงปี พ.ศ. 2556 หรือ ค.ศ. 2013 แต่อีก 7-8 ต่อมา กลายเป็นว่า เราต้องอยู่ในสังคมใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง ในขณะที่หนังก็ทำให้เราได้ขบคิดได้หลายอย่าง โดยเฉพาะประเด็นที่ เมื่อวิกฤติเกิดขึ้น เราควรรักษาชีวิตตัวเองและคนรอบข้าง ซึ่งบางครั้งอาจเป็นการแหกกฏที่รัฐตั้งไว้ เพื่อคัดกรองควบคุมโรค หรือเราควรทำตามกฏเพื่อส่วนรวมโดยไม่มีเงื่อนไข

หนังเดินเรื่องพาไปพบเจอจุดที่น่าสนใจ และสะเทือนใจได้เรื่อย ๆ ว่ามนุษย์เรา โหดร้ายกันได้ขนาดนี้เลยหรือ? ซึ่งความโหดร้ายที่ว่าดูสมจริงสมจังมาก แต่หนังก็มีจุดที่อาจจะไม่สมจริงคือ มีบางตัวละครขับเคลื่อนประเด็นในเรื่องได้น่ารำคาญเอามาก ๆ คือดูมีความเป็นตัวร้ายสุด ๆ จนเรารู้สึกไร้เหตุผล หรือถ้าจะบอกว่าตัวละครนี้มีเหตุมีผลที่เข้าใจได้ ช่วงสุดท้ายของเรื่อง หนังก็อาจจะไม่จบแบบนั้น เพราะมันควรจะมีคนแบบนี้มากกว่านี้รึเปล่า

พูดถึงตัวละครกันบ้างดีกว่า นับว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการเลือกตัวละครเลยที่จะทำให้เรารู้สึกอินกับสถานการณ์ที่นักแสดงถ่ายทอดออกมา และหนึ่งในตัวละครที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในเรื่องก็คือหนูน้อย มิเร (พัค มินอา) ลูกสาวของอินแฮ (ซูแอ) ที่สามารถดึงดูดคนดูได้ดีไม่แพ้สองนักแสดงนำรุ่นใหญ่เลย และด้วยความใสซื่อ และ บริสุทธิ์ของเธอนี่เองที่เป็นสิ่งเรียกน้ำตาของคนดูไปแบบท่วมจอ กับฉากที่บีบหัวใจจนอยากจะร้องตะโกนออกมาดัง ๆ ว่า อย่าทำน้องงงงง

และจากความสมจริงของการถ่ายทำ ที่ทำให้เรารู้สึก เหมือนมันเป็นเหตุการณ์จริงนี่เอง ที่ทำให้สถานการณ์ของตัวละคร ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด และจำนวนผู้เสียชีวิตที่กองเพนินเหล่านั้นยิ่งทำให้เรารู้สึกกลัว และหวาดระแวงว่าเหตุการณ์ในปัจจุบัน จะดำเนินไปยังจุดที่เลวร้ายเหมือนในภาพยนตร์นั่นเอง ดังนั้น การป้องกันตนเอง และมีความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหลักการสำคัญ ที่เราทุกคน จะสามารถผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ไปได้ และที่สำคัญ อย่าหวาดระแวง จนลืมไปว่าเราทุกคนเป็นเพื่อนที่อาศัยอยู่บนโลกเดียวกัน

ก็เอาเป็นว่า ถ้าให้เล่าหมด คงไม่ต้องไปดูหนังกันพอดี ขอสรุปเลยแล้วกันว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังอีกเรื่อง ที่ถ้าได้ดูในตอนนี้จะอินมาก ๆ แทบจะหยิบหน้ากากอนามัยมาใส่ตอนดูกันเลยทีเดียว หลาย ๆ ฉาก หลาย ๆ ซีน รู้สึกว่า เออนี่แหละ มันคือฤทธิ์เดชของโรคระบาด มันน่ากลัวและแพร่เชื้อได้ขนาดนี้เลยเนี้ยแหละ

สรุป

The Flu เป็นหนังที่ต้องบอกเลยว่า เป็นอุทาหรณ์ และ เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีในยุคปัจจุบัน บางคนอาจจะคิดว่า ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวโรคมันก็หายไปเอง เดี๋ยวหมอก็มียารักษา ซึ่งขอบอกเลยว่า เป็นความคิดที่ผิดถนัดเอามาก ๆ เพราะเชื้อไวรัส มาเคาะประตูอยู่หน้าบ้านเราได้ทุกเมื่อ เอาล่ะ ตอนนี้เราอาจจะไม่ใช่ผู้ที่ถูกเลือก แต่ ๆๆๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีโอกาสติดเชื้อนะ เสาร์อาทิตย์นี้ใครที่ไม่มีแพลนจะทำอะไร ลองหยิบหนังเรื่องนี้มาดูกันได้ เชื่อว่าถ้าได้ดูแล้ว คงจะตระหยักถึงคำว่าโรคระบาดกันมากขึ้นอย่างแน่นอนฮะ

กลับไปหน้าแรก

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/