Contagion

Contagion

Contagion (สัมผัสล้างโลก) ต้องบอกเลยว่าเป็นหนังอีก 1 เรื่องที่เหมือนกับเห็นอนาคตกันเลยทีเดียว หนังเรื่องนี้ออกฉายในปี ค.ศ. 2011 และหลังจากที่หนังฉาย 9 ปี ก็อย่างที่ทุกคนทราบดีเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-19)

Contagion ภาพยนตร์เกี่ยวกับโรคระบาดที่ถูกพูดถึงกันมาก ว่าช่างตรงกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือ “โคโรนา” ที่องค์การอนามัยโลก(WHO) ยกระดับการเตือนภัยทั่วโลกเป็นระดับสูงมากแล้ว หลังจากมีผู้ติดเชื้อกระจายอยู่ทั่วทุกทวีปในที่สุด

โครงเรื่อง

Contagion

Contagion. สัมผัสล้างโลก เป็นผลงานกำกับของผู้กำกับ Steven Soderbergh ที่ถึงขนาดกลับมาฮิตติดอันดับ 10 หนังที่มียอดดาวน์โหลดบน iTunes ตามหลังแค่ Joker และ Parasite ที่มีบทบาทบนเวทีรางวัลออสการ์ ได้กลับมาฮิตครั้งนี้ก็เป็นไปตามที่ทีมผู้สร้างหนังคาดเอาไว้แต่แรกเมื่อได้เห็นข่าวการแพร่ระบาดเกิดขึ้น

ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็มีหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการระบาดไวรัสเหมือนกันไม่ว่าจะเป็น Outbreak (1995) หรือหนังสัญชาติเกาหลีอย่าง The Flu (2013) แต่เรื่องที่คนนึกถึงมากที่สุดคือเรื่องนี้ หลายคนหยิบมันมาดูอีกรอบ ด้วยความละม้ายคล้ายเหตุการณ์ในปัจจุบันมากๆและราวกับว่ามันเป็นหนังที่ทำนายการเกิดไวรัสโคโรน่ายังไงยังงั้น ดังนั้นเรามาดูกันว่าหนังเรื่องนี้เป็นไงบ้าง แต่ก่อนอื่นเราจะมาขอพูดถึง Fact ของหนังเรื่องนี้กันสักหน่อยเพื่อเพิ่มความอินกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

Contagion

หนังเล่าเรื่องของ “เบ็ธ เอ็มฮอฟฟ์”(รับบทโดย Gwyneth Paltrow) ที่เพิ่งกลับจากการทำงานที่ฮ่องกง จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์เชื้อโคโรนาและตามเรื่องนี้ที่ถูกสันนิษฐานว่าใกล้เคียงกันนั่นคือ การติดเชื้อของมนุษยคนแรก(หรือที่เรียกกันว่าคนไข้เริ่มต้น Patient Zero) มาจากการรับประทานค้างคาว Beth เดินทางกลับมาถึงบ้านที่อเมริกาพร้อมโอบกอดครอบครัวอย่างมีความสุข Clark Morrow ผู้เป็นลูกและ Mitch Emhoff สามีของเธอ โดยหารู้ไม่ว่า เธอกำลังจะนำความหายนะมาในอีกไม่ช้า

Contagion

หลังจากนั้นลูกสาวเริ่มไม่สบาย ไอ มีไข้ อุณภูมิสูงเกิน 100 องศา อาการของ เบ็ธหนักขึ้นถึงขั้นชัก-เกร็ง และในที่สุดเธอก็เสียชีวิตในเวลาต่อมาโดยที่ไม่ทราบสาเหตุการตาย หลังจากนั้นคลาร์กก็อาการหนักขึ้นและเสียชีวิตตามเบ็ธไป

หลังจากนั้นองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่สวิตเซอร์แลนด์ มีการหาลือกันถึงโรคระบาดสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในหลากหลายประเทศ และสถานการณ์ก็กำลังหนักหน่วงขึ้น เริ่มมีการกักกัน ตรวจสอบ มีผู้ติดเชื้อมากขึ้น และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบาดของสหรัฐอเมริกาต้องระดมนักวิจัยทางการแพทย์มือดีมายับยั้งการระบาดครั้งนี้ ส่วนรหัสทางชีววิทยาของเชื้อโรคชนิดพิเศษก็เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อหนีการถูกมนุษย์กำจัด นอกจากนั้นรัฐบาลก็ยังปิดบังสาเหตุที่แท้จริงของโรคระบาด นำไปสู่การสูญเสียและวิกฤตความหวาดกลัวขั้นรุนแรง ยิ่งทำให้เหตุการณ์ลุกลามยิ่งกว่าการแพร่ระบาดของไวรัส

Contagion

ทางทีมชันสูตรศพได้มีการตรวจสอบศพของเบ็ธ หาสาเหตุการตายที่แท้จริง และเก็บตัวอย่างไปส่งมอบต่อให้กับ กองควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ หลังจากที่เบ็ธ และ คลาร์กเสียชีวิตไปจากอาการลักษณะเดียวกัน ทำให้หมอต้องกักตัวผู้เป็นพ่ออย่างมิทช์มาตรวจ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ แถมยังไม่มีแม้กระทั่งอาการป่วย ราวกับว่าตัวเขามีภูมิคุ้มกันต่อโรคร้ายนี้

Contagion

กรมอนามัยโลก ได้มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับโรคนี้เพื่อเตรียมออกแถลงข่าว และพบว่าโรคนี้สามารถแพร่ผ่านทางลมหายใจ และผ่านไปยังวัตถุพาหะ คือการสัมผัสกับพื้นผิวที่มีเชื้ออยู่ ไม่ว่าจะเป็นลูกบิดประตู ราวจับ ปุ่มลิฟท์ สิ่งของต่างๆหรือโดนตัวกันและนำเชื้อนั้นมาสัมผัสกับใบหน้าตัวเอง โดยคนเราจะสัมผัสใบหน้าตัวเอง 2-3 พันครั้งต่อวัน โดยคนที่ติดโรคนี้สามารถแพร่เชื้อได้แม้จะยังไม่แสดงออกทางอาการก็ตาม และมีระยะฟักตัวไม่ถึง 10 วัน และอัตราการเติบโตระดับ 2

กองควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ (CDC) ที่อเมริกา ได้มีการตรวจสอบตัวอย่างเชื้อเพื่อหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น โดย ดร. Ally Hextall และผู้ช่วย

Contagion

เรื่องนี้เริ่มกระทบต่อความมั่นคงจนเชื่อว่าหรือว่าโรคนี้มาจากฝีมือมนุษย์ เป็นอาวุธชีวภาพ Dr.Erin Mears จนท.พิเศษกองควบคุมโรคฯ ได้เริ่มลงพื้นที่ตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเบ็ธกันแน่ที่ CDCได้รู้ว่าไวรัสนี้มีอยู่ใน DNA ของค้างคาวและหมู โดยในขณะนี้อัตราผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 20 ต้นๆ ไม่มีวิธีรักษาและไม่มีวัคซีนป้องกัน

Contagion

CDC ได้มีการออกแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของไวรัสนี้ต่อประชาชนในอเมริกา ว่ามีผู้ติดเชื้อตามเมืองต่าง ๆ รวมถึง WHO กำลังส่ง Dr.Leonora Orantes ผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปยังต้นตอของไวรัสที่ฮ่องกง เพื่อหาว่าจุดเริ่มต้นจริงๆแล้วมันมาจากไหนและแพร่สู่คนได้ยังไง

เจ้าหน้าที่ระดับล่างได้โดนสั่งให้ปิดโครงการตรวจสอบโรคนี้ซะ แต่ ดร.รายหนึ่งก็ฝ่าฝืนคำสั่ง นำมันมาตรวจสอบอีกครั้ง จนสามารถเพาะเชื้อสำเร็จ

CDC และ WHO องค์การอนามัยโลก ได้ออกมาเปิดเผยว่า ดร. รายนั้นที่ชื่อว่า Dr. Lan Sussman ได้เพาะไวรัสชนิดนี้สำเร็จ และตั้งชื่อว่า MEV-1 และนั่นคือก้าวแรกของการนำไปพัฒนาเป็นวัคซีน แต่อีกหลายเดือนกว่าจะใช้กับมนุษย์ได้ เพราะต้องทดลองกับสัตว์ก่อน และหลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ นั่นทำให้ ดร. Mears ติดเชื้อ MEV-1 

ทางด้าน Mitch อยากจะจัดพิธีศพให้แม่และลูกของเขา แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะทางการอยากให้เผาสถานเดียวเพื่อความปลอดภัย Dr. Orantes ที่ฮ่องกงได้พบความเชื่อมโยงของผู้ติดเชื้อ และการแพร่เชื้อของ Beth ไปสู่คนอื่นๆ 3 คนแรก เริ่มต้นมาจากมาเก๊า จนสามารถยืนยันได้ว่า เบ็ธ เอ็มฮอฟฟ์ คือ Patient Zero หรือผู้ติดเชื้อรายแรก

หลังจากต่อสู้กับ MEV-1 มาสักพัก ในที่สุด Dr.Mears ก็เสียชีวิตลง Dr.Ellis Cheever เจ้าหน้าที่ CDC ได้ออกมาแถลงการณ์ผ่านทางรายการหนึ่ง ว่ายังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบยาหลายตัว และแนะนำว่าวิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการสร้างระยะห่างกับผู้อื่น หรือ Social Distancing อย่าสัมผัสกัน ถ้ามีอาการให้กักตัวอยู่บ้าน ล้างมือบ่อยๆ ได้มีการดีเบตกันระหว่าง Alan และ Dr.Cheever โดยทาง Alan ได้บอกว่าทาง CDC ได้ปกปิดข้อมูลต่างๆ ไม่ยอมให้ประชาชนรู้ ไม่ว่าจะเรื่องยารักษา ผลประโยชน์ร่วม ผู้ติดเชื้อจริงๆ หรือแม้กระทั่งอัตราการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส MEV-1 ที่เพิ่มเท่าตัวลิงจำนวนมากถูกใช้ในการทดลองวัคซีนแต่ก็สูญเปล่า ยังไม่ได้อะไรเลยและถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ประชากร 1 ใน 12 ของโลกนี้จะติดเชื้อ MEV-1 ณ ตอนนี้ ผู้คนไม่กล้าออกจากบ้าน หลายสถานที่ในโลกกลายเป็นสถานที่ร้าง

ยังไม่มีใครรู้ว่าต้นตอของโรคนี้จริงๆ แล้วมาจากไหน แต่สิ่งที่รู้คือวัคซีนใช้ได้ผล ทำให้ทางรัฐบาลมีการจับฉลากว่าใครจะได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรก โดยแบ่งตามวันเกิด ส่วนทางด้าน Alan ได้โดนสอบสวนและพบว่ามีความผิดจริง หลอกลวงเรื่องติดเชื้อ MEV-1 แถมยังมีเจตนาจะไม่ให้คนใช้วัคซีนอีกแต่ถึงจะอย่างนั้นก็ตามเขาก็โดนประกันตัวให้รอดออกมาได้

ทางด้านDr.Cheever ได้รับวัคซีนมา 2 ชุดก่อนคนอื่นสำหรับตนเองและภรรยาเนื่องจากเป็นพนักงานผู้เกี่ยวข้องแต่เขาเลือกที่จะให้วัคซีนอันนึงกับลูกของภารโรงที่เขารู้จักและแสร้งทำเป็นว่าตนเองได้รับวัคซีนแล้วและอีกชุดก็ให้ภรรยา ผู้คนเริ่มทยอยได้รับวัคซีนกันอย่างทั่วถึงและการระบาดไวรัสอันตรายที่ชื่อว่า MEV-1 นี้ก็ลดลง จนในที่สุดหายนะในครั้งนี้ก็จบลง 

บทสรุปของเรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อ AIMM ALDERSON เป็นบริษัทที่ เบ็ธทำงานอยู่ได้มีโครงการบางอย่าง ซึ่งมันเป็นการไปรุกร้ำพื้นที่ป่าและถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ในฮ่องกงทำให้ค้างคาวไม่มีที่อยู่ จึงต้องไปอาศัยอยู่ในฟาร์มเพาะเลี้ยงหมูแห่งหนึ่งหลังจากนั้นมันก็กินนู่นกินนี่ของเสียต่างๆ ก็ตกลงไปสู่หมูข้างล่างและหมูก็กินเข้าไป ซึ่งหมูพวกนั้นก็ถูกนำไปส่งไปยังภัตราคารแห่งหนึ่ง เชฟคนที่ทำอาหารก็ได้สัมผัสกับหมูตัวนั้น แต่ในระหว่างที่เตรียมอาหารอยู่ เขาก็ถูกเรียกตัวไปพบกับเบ็ธที่มาเยี่ยม โดยที่มือนั้นไม่ได้ล้าง เพียงแต่เช็คกับผ้ากันเปื้อนเท่านั้นและนั่นคือจุดเริ่มต้นการแพร่ระบาดวันแรก

สรุป

Contagion นับว่าเป็นอีก 1 อุทาหรณ์ในสังคมปัจจุบันสำหรับในการใช้ชีวิต ก็อยากให้ทุกคนดูแลตัวเองดีๆและรักษาความสะอาด บางทีคุณอาจจะไม่ได้ทำเพื่อตัวคุณเองแต่ทำเพื่อคนที่คุณรัก

กลับไปหน้าแรก

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก ufabet.com