Armageddon

Armageddon

Armageddon (วันโลกาวินาศ) แต่หากย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อนหนังแนวอุกกาบาตถล่มโลกเคยฮิต ต่อแถวเข้าฉายมาแล้ว แถมในปีที่ไล่เลี่ยกันก็มีหนังฟอร์มยักษ์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาถึง 2 เรื่องและมีความคล้ายกันในเนื้อหาหลายๆอย่าง เรื่องแรกคือ Deem Impact (1998) นำแสดงโดย Morgan Freeman และกำกับโดยผู้กำกับหญิง Mimi Leder ส่วนเรื่องที่ออกฉายทีหลังจากนั้น 3 เดือนคือ Armageddon (1998)

Armageddon นำแสดงโดยนักแสดงเบอร์ใหญ่กว่าอย่าง Bruce Willis, Ben Affleck และ Liv Tyler ลูกสาวคนสวยของสตีเวน ไทเลอร์ นักร้องนำวง Aerosmith(แอโรสมิธ) และก็ยังได้ผู้กำกับสายระเบิดภูเขาเผากระท่อม ที่กำลังโด่งดังขีดสุดในยุคนั้นอย่าง Michael Bay จากแฟรนไชส์ Transformers (2007-2017) และ The Rock (1996)

Armageddon

อาจจะไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากเพราะเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยดูกันแล้ว Armageddon วันโลกาวินาศ ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดฟอร์มใหญ่แห่งปี ค.ศ. 1998 เป็นเรื่องราวที่ว่าด้วย วันที่มนุษย์ชาติกำลังจะสูญสิ้น เพราะดาวหางขนาดยักษ์กำลังจะพุ่งชนโลก โดยไร้ซึ่งวิถีทางที่จะทำลายมัน ด้วยการทำลายแม้กระทั่งการยิงด้วยระเบิดนิวเคลียร์ก็เป็นเพียงแค่การทำลายล้างบนพื้นผิวมัน ก่อนจะมียุทธการให้นำยานอวกาศไปลงจอด เพื่อขุดเจาะเพื่อฝังระเบิดนิวเคลียร์ลงไป เพื่อที่ทำลายล้างจากภายใน และแยกอุกกาบาตออกเป็น 2 ส่วนให้เคลื่อนผ่านโลกไป

Armageddon

เพราะแนวคิดที่บ้าระห่ำ กับปฏิบัติการที่เหมือนการฆ่าตัวตายแบบนี้ เกิดขึ้น มนุษย์โลกจึงต้องหวังพึ่งแรงงานขุดเจาะแท่นน้ำมันไม่กี่ชีวิต ที่ต้องทำตัวเป็นนักบินอวกาศในการแก้ไขสถานการณ์วันล้างโลก

Armageddon
Armageddon

ส่วน Deep Impact ก็จะคล้ายๆ กันแต่จะเป็นการเรื่องราวของ นักดาราศาสตร์วัยรุ่น ลีโอ บีเดอร์แมน(เอไลจาห์ วูด) และอาจารย์ของเขาที่ค้นพบวัตถุน่าสงสับบางอย่างบนอวกาศ แม้ข้อมูลจะมีไม่มาก แต่พวกเขามั่นใจว่านั่นคือดาวหางที่กำลังจะพุ่งมาชนโลกในอีกไม่ช้า และน่าเศร้าที่ผู้เป็นอาจารย์ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะตั้งใจเดินทางไปแจ้งการค้นพบครั้งนี้ให้ทางการทราบ แต่ประธานาธิบดี “เบ็ค”(มอร์แกน ฟรีแมน) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ได้รับข้อมูลแล้วเรียบร้อยนี้คือเรื่องราวของ Deep Impact

Armageddon
Armageddon

กลับมาที่เรื่องหลังของ Armageddon

เล่าถึงดาวหางยักษ์ขนาด ที่กำลังพุ่งเข้าหาโลกด้วยความเร็วกว่า 20,000 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยเหลือเวลาเพียงแค่ 18 วัน ก่อนที่ดาวหางพุ่งชนโลก ทางเดียวที่จะหยุดหายนะครั้งนี้ได้ คือการให้ทีมนักบินอวกาศ นำระเบิดนิวเคลียร์ไปฝังไว้ที่แกนกลางของอุกกาบาต องค์การนาซาและคนทั้งโลกฝากความหวังเดียวไว้กับ แฮร์รี่ สแตมเปอร์ (บรูซ วิลลิส) และลูกทีมนักขุดเจาะน้ำมัน ที่ไม่มีพื้นที่ใดบนโลก ที่พวกเขาขุดเจาะไม่สำเร็จ

แฮร์รี่ สแตมเปอร์ (บรูซ วิลลิส) นักขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล ไม่ถูกกับ เอ.เจ. (เบน แอฟเฟล็ก) ลูกทีมหนุ่มฝีมือดี เพราะเป็นใจร้อนและได้มีความสัมพันธ์กับ เกรซ (ลิฟ ไทเลอร์) ลูกสาวคนสวยเพียงคนเดียวของเขา จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเกรซกับแฮร์รี่ค่อนข้างห่างเหินกัน แต่ทีมของสแตมเปอร์ถือได้ว่าเป็นทีมขุดเจาะน้ำมันเบอร์หนึ่งของโลก

Armageddon
Armageddon

จู่ ๆ มหานครนิวยอร์ก ก็ถูกถล่มด้วยอุกกาบาตไฟ ที่ฮ่องกงก็เกิดคลื่นยักษ์จากอุกกาบาต แดน ทรูแมน (บิลลี่ บ็อบ ทอร์นตัน) ผู้อำนวยการองค์การนาซาพบว่า โลกมีเวลาเหลือเพียง 18 วันเท่านั้น ก่อนถูกทำลายล้างด้วยดาวหางขนาดใหญ่เท่ารัฐเท็กซัส ที่กำลังพุ่งตรงโหม่งโลก ทางเดียวที่จะแก้ได้คือ ต้องฝังหัวระเบิดนิวเคลียร์ ที่แกนกลางของดาวหาง ซึ่งผู้ที่จะทำภารกิจนี้ได้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ เรื่องการขุดเจาะเท่านั้น ซึ่งแดนเลือกเอาทีมของแฮร์รี่

Armageddon
Armageddon

แฮร์รี่และลูกทีมทั้งหมด มีเวลาฝึกที่จะใช้ชีวิตบนอวกาศเพียง 18 วันเท่านั้น วันที่เดินทาง นาซาได้ส่งกระสวยอวกาศ 2 ลำชื่อ อินดีเพนเดนซ์ และ ฟรีดอม โดยใช้แรงเหวี่ยงจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์เพื่อไปให้ถึงดาวหาง แต่เมื่อไปถึงแฮร์รี่และพวกก็พบว่าการขุดเจาะพื้นผิวดาวหางนั้น ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะมีพื้นผิวที่แข็งมาก ๆ ในขณะที่เวลาเหลือน้อยเข้ามาทุกที

ความประทับใจแรก

ความประทับใจแรกเลยก็คือนางเอก หยอกครับ แต่ก็ประทับใจจริงๆ แต่ที่ Armageddon สร้างความประทับใจตั้งแต่ฉากแรก ๆ ก็คือการวางบทของตัวละครแต่ละตัวก่อนจะปูเรื่องให้เราอินเข้าไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดแล้วเราก็จะอินกับตัวละคร และลุ้นไปพร้อมกับพวกเขา นักขุดเจาะที่เก่งที่สุดในโลก กับภารกิจบ้าๆ และ CGI ที่ต้องบอกเลยว่าทำออกมาได้นี้ในยุคนั้น ต้องบอกว่า ณ ตอนนั้นไม่รู้สึกติดอะไรกับ CGI เลย

เป็นเวลากว่าเกือบ ๆ 3 ชั่วโมงของหนัง ที่ค่อย ๆ กล่อมเรา หลอกเรา ให้อินอินไปกับเนื้อเรื่อง แม้จะเนื้อเรื่องจะดูเอื่อย ๆ ไปบ้างก็ตาม แต่โดยรวมทั้งหมดก็บอกเล่าเรื่องราว ดราม่า และความประทับใจได้อย่างดีเยี่ยมผ่านการเล่าเรื่องของหนังให้กับเราคนดู ยิ่งตอนจบที่สุดแสนจะดราม่า และประทับใจแล้ว เป็นอะไรที่คุ้มค่าคุ้มเวลามาก ๆ

ไม่แน่ใจว่าได้มีการต่อเติบบทไปมาน้อยแค่ไหนแต่ต้องยอมรับว่าทีมเขียนบททำการบ้านมาเป็นอย่างดี กับเรื่องราวที่เกี่ยวกับอวกาศ รายละเอียดต่าง ๆ ฉาก และอุปกรณ์ ก็ไม่รู้ว่ามันจะเหมือนจริง หรือสมจริงแค่ไหน แต่การเล่าเรื่อง ทำให้เราเชื่อ เชื่อกับสิ่งที่ตัวละครหรือสถานการณ์บอกเล่ากับเรา CGI ประกอบฉาก รวมไปถึงซาวด์ประกอบต่างๆ ที่เข้ากับสถานการณ์ ณ ตอนนั้น มันดูลงตัวและไปกันได้ แต่ก็อย่างที่บอกมันอาจจะนานไปนิด แต่ที่นานขนาดนั้นเพราะเขาต้องการให้มันอิมแพ็คในตอนท้ายเรื่อง

สำหรับคนที่เป็นคอหนังคอภาพยนตร์ ภายในเรื่องคุณจะพบว่ามีดาราแนวหน้ามากมาย ระดับแม่เหล็กที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี จากยุคนั้น จนถึงยุคนี้ ถ้าจะให้สาธยายบทความนี้ ก็คงมีในเรื่องของนักแสดงเป็นส่วนใหญ่แน่ ขก็ดูที่หน้าปกนะ และก็ดูเอาว่าคุณ จำหน้าดาราคนไหนได้บ้าง ก็นะ ดูดาราที่เป็นเบอร์โต ๆ ก็คุ้มแล้ว

หากจะวิเคราะห์กันว่าสุดท้ายแล้วว่า Deep Impact หรือ Armageddon หนังเรื่องไหนสนุกกว่า หรือทำได้ดีกว่าก็คงต้องตอบว่า อยู่ที่คนจะชอบ อาร์มาเก็ดดอน นั้น อาจมีภาษีดีกว่าตรงที่มีนักแสดงเบอร์ใหญ่ ๆอย่าง บรูซ วิลลิส และ เบน แอฟเฟล็ก มานำแสดง รวมถึงเรื่องราวที่คบรสชาติ ที่มีทั้งดราม่า ตลก เรื่องราวที่เข้มข้น กับการเอานักขุดเจาะน้ำมันขึ้นไปฝังระเบิดที่อุกกาบาต ซึ่งเป็นเรื่องที่บ้ามาก และในความเป็นจริง ก็แทบจะเป็นไปได้ยากอยู่แล้วที่พวกเขา ซึ่งไม่เคยเป็นนักบินอวกาศมาเลย จะฝึกเพียงไม่กี่วัน แล้วขึ้นไปทำภารกิจได้ แต่แล้วยังไง ถ้ารถแปรงร่างได้ เรื่องนี้ก็สบายมาก

สรุป

อาร์มาเก็ดดอน เป็นหนังที่เน้นเนื้อเรื่องหนัก ๆ ซีเรียส ไม่เหมาะสำหรับคนดูหนังเอาฮาคลายเครียด เพราะตลอดเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง เราจะต้องโฟกัส กับเนื้อเรื่องให้อิน ไม่อย่างนั้นเราก็จะประติดประต่อไม่ได้ และไม่สนอะไรกับหนังอีกเลย นั่นทำให้ความประทับใจในตอนท้ายหายไป ไม่เหมาะสำหรับคน ที่ไม่อยากดูหนังจริงจัง แต่ถ้าหากใคร อยากดูหนังแนววันสิ้นโลก หรือชอบดูหนังจริงจังมีเวลาว่างถึง 3ชั่วโมงแล้วล่ะก็ หนังเรื่องนี้ก็จะเป็นตัวเลือกอย่างดีที่จะสร้างความประทับใจ ในตอนท้ายถึงความเป็นวีรบุรุษของพวกเขาเหล่ากลุ่มคนที่บ้าระห่ำ

กลับไปหน้าแรก

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก ufabet.com