สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู

ตำนาน สามก๊กเทพเจ้ากวนอู

สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู (The Lost Bladesman) เป็นภาพยนตร์ฮ่องกงอิงประวัติศาสตร์ ดัดแปลงจากวรรณกรรมเรื่อง สามก๊ก ในตอนที่กวนอูพาภรรยาของเล่าปี่ฝ่าด่าน 5 ด่านและสังหารขุนพลของโจโฉ 6 นาย นำแสดงโดย ดอนนี่ เยน ซึ่งดอนนี่ เยนรับหน้าที่เป็นผู้กำกับคิวแอ๊คชั่นของภาพยนตร์ด้วย กำกับโดยอลัน มัก และ เฟลิกซ์ ชอง ออกฉายเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554 และฉายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ปีเดียวกัน

“The Lost Bladesman” เป็นเรื่องราวที่แยกออกมาจาก 3 ก๊ก โดยเน้นไปที่ตัวละคร “กวนอู” โดยเฉพาะ และเป็นงานที่ทำเสนอออกมาได้ดีในแง่การนำเสนอเรื่องราวของกวนอู แม้หนังจะไม่ได้อลังการงานสร้างอย่าง Red Cliff ของผู้กำกับ จอห์น วู แต่ด้วยฉากแอกชั่นดีๆด้วยง้าวของ ดอนนี่ เยน ที่ถือว่าจะหาการต่อสู้ด้วยอาวุธชนิดนี้บนจอใหญ่ปัจจุบันนี้แทบจะยากทีเดียว

แต่ในเรื่องนี้ถือว่ามีให้ชมชนิดเต็มที่และเยี่ยมจริงๆ เนื้อหาอาจจะไม่ได้ตรงตามตำรา และมีการดัดแปลงไปบ้าง แต่หลักๆก็คือการตีความตัวละครของ กวนอู ด้วยภาพลักษณ์ของปุถุชนธรรมดา ไม่ได้หน้าแดง ตัวใหญ่ น่าเกรงขามอย่างที่คุ้นตากัน แต่ถือว่าเป็นงานที่น่าพอใจในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู

เรื่องราวของ “สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู” เป็น “สามก๊ก” ตอนล่าสุดที่มีโอกาสขึ้นสู่จอใหญ่ เป็นความพยายามอีกครั้ง(หลังจาก สามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร) ในการดัดแปลงพงศาวดารอันยิ่งใหญ่ของจีน เป็นหนังฟอร์มยักษ์ มาพร้อมกับการตีความเรื่องราวใหม่ เพิ่มตรรกะเหตุผลลงไป

หนังถูกกระแสวิจารณ์ตั้งแต่หนังยังไม่เข้าโรงว่า เป็นการวางตัวที่ไม่เหมาะสมเอาเสียเลย เพราะบุคลิกของพระเอกนักบู๊อย่างดอนนี่ เยน ดูจะไม่ค่อยสอดคล้องกับภาพนักรบร่างใหญ่ของ กวนอู เท่าไหร่

สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู

หนังเปิดมากับช่วงเวลาหลังจากที่ กวนอู ได้เสียชีวิตด้วยการถูกประหารโดย ซุนกวน ไปเรียบร้อยแล้ว และได้ถูกเล่าทั้งหมดก็คือการย้อนกลับไปมองชีวิตของยอดนักรบแห่งจ๊กก๊กผู้นี้ จากมุมมองของผู้นำวุยก๊กอย่าง โจโฉ ที่เห็นการจากไปของกวนอูเหมือนการเสียเพื่อนสนิทคนหนึ่งไป

สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู
สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู

โจโฉ ได้นึกความทรงจำถึงกวนอู ในเหตุการณ์ที่ กวนอู ติดอยู่กับกองทัพของ โจโฉ ที่นครลกเอี๋ยง พร้อมฮูหยินทั้ง 2 ของเล่าปี่ แม้เขาจะช่วยเหลือ โจโฉ ในการสังหารงันเหลียง ทหารเอกของอ้วนเสี้ยว ได้สำเร็จแต่ดูเหมือนว่า กวนอู จะทำไปเพื่อตอบแทนบุญคุณเท่านั้น เพราะไม่ว่าอย่างไรเขายืนยันว่าจะไม่ยอมเปลี่ยนฝ่ายย้ายข้างเด็ดขาด จนสุดท้ายโจโฉจำยอมต้องปล่อยให้ กวนอู พร้อมด้วยฮูหยินทั้ง 2 กลับไปหาเล่าปี่แต่โดยดี

แม้โจโฉจะกำชับให้ด่านประตูเมืองทั้งหมดเปิดทางแก่กวนอู แต่เหล่าที่ปรึกษารวมถึงทหารเอกรอบตัวของโจโฉกลับทำตรงกันข้าม ด้วยการออกคำสั่งไปถึงขุนพลเอกทั้ง 6 ซึ่งเฝ้าด่านทั้ง 5 ให้สกัดกั้นกวนอู เพราะคิดว่า กวนอู มีค่าเกินกว่าจะกลับไปอยู่กับจ๊กก๊ก พวกเขาจึงต้องการที่จะสังหารก่อนที่พวกเขาจะถึงจุดหมาย

กวนอู ต้องอาศัยความสามารถที่มีทั้งหมด เพื่อที่จะพาตัวเองและ ฉี่หลาน ออกเดินทางกว่า 1,000 ลี้ เพื่อกลับไปหา เล่าปี่ ให้ได้ จนนำมาซึ่งการเผชิญหน้าและต่อสู้เอาชีวิตกัน

สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู เล่าเรื่องตามแบบพงศาวดาร แต่ผู้เขียนบทเลือกที่จะเพิ่มเติมรายละเอียด ใส่แรงจูงใจที่สมเหตุสมผลลงไปในเรื่องราว เพื่อทำให้การกระทำของตัวละครให้ดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการใส่เนื้อหาเพิ่มเติมลงไป อย่างเรื่องรักระหว่างกวนอูกับ ซีหลาง พระสนมของเล่าปี่ด้วย

และที่สำคัญก็คือการใส่มิติความลึกซึ้งลงไปในตัวละคร ที่ทำให้การเดินทางไกลของ กวนอู ครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงการฆ่าฟัน แต่เขายังต้องขบคิดด้วยว่าสมควรจะเลือกสิ่งใดดี ระหว่างคำสาบานกับพี่บุญธรรม และโอกาสที่จะสร้างโลกใหม่พร้อมกับ โจโฉ ที่ดูมีโอกาสจะเป็นไปได้สูงอยู่เหมือนกัน

สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู ชุดนี้ เป็นงานกำกับและเขียนบทร่วมกันของ อลัน มัก และ เฟลิกซ์ ชอง แสดงออกถึงความทะเยอทะยาน กับการพยายามขบคิดหาเหตุผลให้กับพฤติกรรมของบุคคลในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอธิบายความ “ชื่อสัตย์” ของกวนอู แบบที่ทำให้ตัวละครเอกในหนังถูกยกย่องถึงขั้นเป็น “เทพเจ้า” อย่างที่เราคุ้นเคยกันให้ออกมาซับซ้อน และมีน้ำหนักขึ้นแห่งความเป็นจริงมากขึ้น

จึงทำให้หนัง สร้างสุดยอดขุนพลผู้นี้ ให้ออกมาเป็นนักรบผู้แข็งแกร่ง ไร้เทียมทาน และสื่อสัตย์ต่อทุกคน และทุกเรื่อง จนอาจจะกลายเป็นความอ่อนหัดในการเมือง อันเป็นแนวคิดใจความสำคัญของหนัง ที่ถ่ายทอดออกมาจากปากของ โจโฉ ในตอนหนึ่งของเรื่องที่วิจารณ์ว่า กวนอู เป็นเหมือนกับลูกแกะในฝูงหมาป่า เป็นยอดนักรบผู้ยึดติดอยู่กับความซื่อตรงมากเกินไป จนยากที่จะใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยแห่งพวกเสือสิงห์นี้ได้ ที่สามารถทำทุกอย่างได้ในการแย่งชิงอำนาจ

สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู

ฟังดูแล้วก็เหมือนจะดีนะ แต่ตัวหนังทำออกมาค่อนข้างจะน่าเบื่อ ซึ่งพอจะพูดได้ว่าเมื่อเทียบกับหนังสามก๊กเรื่องอื่น ๆ ที่ฉายไปแล้ว The Lost Bladesman ดูจะน่าเบื่อที่สุด

นอกจาการเล่าเรื่องที่ช้ามากๆ ในเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง มีฉากแอ็กชั่นแค่ฉากเดียวแล้ว ปัญหาอย่างหนึ่งอย่างก็คือการแสดงของ ดอนนี่ เยนแล้ว ที่นอกจากจะมีรูปร่างไม่เหมาะสมกับภาพจำกวนอูของทุกคน และกับตัวละครกวนอูที่เคยออกมา การรับบทกวนอูก็ไม่ค่อยเข้านักกับบทที่ลึกซึ้งแต่ต้องแสดงออกแต่น้อย อย่างกวนอูอยู่เหมือนกัน แม้ดอนนี่ เยนจะเป็นดารานักบู๊ แต่สำหรับบทเทพเจ้ากวนอูนี้ ถ้าเทียบกับบทที่ดูนิ่ง ๆ แบบ ยิปมันแล้ว เขาก็เคยทำได้ดีมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแสดงเป็นตัวละครได้ในทุก ๆ แบบ

สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู

ว่ากันว่าตอนแรก ผู้สร้างเองไม่ได้เล็งดอนนี่ เยนเอาไว้ แต่เล็งดาราชาวจีนแผ่นดินใหญ่ จางเถี่ยหลิน ให้มารับบทเป็นกวนอูก่อน ซึ่งดาราคนนี้ชื่ออาจจะไม่ได้โด่งดังเท่าดอนนี่ เยน แต่ฝีไม้ลายมือก็ถือว่าดีทีเดียว บทฮ่องเต้เฉียนหลงที่เขาแสดงไว้ใน “องค์หญิงกำมะลอ” ก็ยังเป็นที่ประทับใจของใครหลาย ๆ คน ก็น่าคิดเหมือนกันว่าถ้าเปลี่ยนแปลงนักแสดงนำไป หนังกวนอูเรื่องนี้จะออกมารูปไหนกันแน่

สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู
“จางเถี่ยหลิน” นักแสดงชายชาวจีน ผู้รับบท  “เฉียนหลงฮ่องเต้” เรื่ององค์หญิงกำมะลอ

แต่ท้ายที่สุดคนที่ขโมยซีนกลับกลายเป็น เจียงเหวิน ผู้รับบทเป็น โจโฉ ที่นอกจากการแสดงจะดูดีแล้ว ยังเป็นตัวละครที่ทั้งลึกซึ้ง และน่าเอาใจช่วยให้ทำสิ่งที่คาดหวังได้สำเร็จอีกด้วย และ ดูเป็นนักปกครองผู้ยิ่งใหญ่และติดดิน แล้วก็ยังมีน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ด้วย เรียกว่าขโมยความเด่นจาก กวนอู ไปไม่น้อยเลย

สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู

อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ตัวละคร เตียวเลี้ยว (เส้าปิง) ทหารเอกของโจโฉ ที่แม้จะบทไม่เยอะแต่ก็ฉายแววออกมาให้เห็น สมเป็นยอดนักรบอย่างที่น่ายกย่อง เรียกว่าหนังก็ยังให้เกียรติตัวละครฝั่งโจโฉไม่น้อย แตกต่างจากหนังสามก๊ก ที่ส่วนใหญ่ที่มักจะยัดเยียดบทตัวประกอบ หรือตัวร้าย ให้จดจำให้กับขุนพลฝั่งโจโฉซ่ะเป็นส่วนใหญ่

สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู

คิวบู๊เรื่องนี้ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก แต่แม้คิวบู๊ฉากต่อสู้จะทำออกมาได้ดี แต่ก็ไม่มีอะไรที่โดดเด่นจากหนังเรื่องอื่น ๆ ส่วนใหญ่เป็นการรบพุ่งกันด้วยอาวุธ ทั้งง้าว, ดาบยาว, หอก ธนู อะไรทำนองนี้ ซึ่งก็ออกมาดูเรียบ ๆ เรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งก็อยู่ที่การดีไซน์ตัวละคร 6 ขุนพล ที่ทำเป็นจุดขายเสียใหญ่โตมีโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์แยกแต่ละตัวละคร แต่เมื่อมาอยู่บนจอหนังแล้วกับไร้เสน่ห์ และแทบไม่มีอะไรดึงดูด หรือให้จดจำ ทั้งบุคลิกภาพ ไปจนถึงลีลาการบู๊

สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู

บทสรุป สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู

ในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ภาพยนตร์ “สามก๊ก” ได้มีโอกาสขึ้นจอใหญ่อยู่บ่อย ๆ โดยหนังแต่ละเรื่องต่างเลือกที่จะเจาะลึกถึงตัวละคร หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในสามก๊กอย่างเฉพาะเจาะจง พร้อมประกาศตัวเป็นสามก๊ก ในแบบที่เรียกว่าผ่านการตีความใหม่ด้วยกันทั้งนั้น

ขอขอบคุณ บทความรีวิวหนังดีๆ โดย ufabet.com

Credit : https://ufabets5.com/